สกรีนนูน เป็นเทคนิคตกแต่งเสื้อที่ทำให้ตัวอักษร โลโก้ หรือลวดลายยกตัวสูงขึ้นจากพื้นผ้า มองเห็นมิติและสัมผัสความนูนได้ เหมาะสำหรับเสื้อแบรนด์ เสื้อทีม และเสื้อที่ต้องการให้ลายมีเอกลักษณ์เฉพาะ แม้ออกแบบด้วยสีเพียงไม่กี่สีก็สร้างจุดเด่นได้ โดยจะเป็นหนึ่งเทคนิคสกรีนของสาย Silk screen (บล็อกสกรีน) นั้นเอง แต่ตอนนี้ DTF/DFT ก็เริ่มทำได้แล้วนะแต่งานยังไม่ค่อยเนียนเท่า
สกรีนเสื้อแบบนูนคืออะไร ? ทำไมคนถึงนิยมเลือกใช้เทคนิคนี้ในการผลิตเสื้อยืด ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเสื้อยืดที่มีลูกเล่นแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกที่ดูโดดเด่น มีมิติ และสัมผัสได้จริง คุณอาจเคยเห็นหรือใส่เสื้อที่ผ่านการ “สกรีนเสื้อแบบนูน” มาแล้วโดยไม่รู้ตัว เทคนิคสกรีนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพิมพ์ลายบนผ้าเท่านั้น แต่เป็นศิลปะและเทคโนโลยีที่ถูกผสานกันอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะในกลุ่มเสื้อผ้าสั่งทำ แบรนด์แฟชั่น และสินค้าโปรโมชันที่ต้องการเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์สำหรับ ร้าน HOSHI KAIZEN ที่อยู่ในวงการสกรีนมากว่า 10 ปี การสกรีนแบบนูนถือเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ยาก แต่คุ้มค่าเมื่อทำออกมาสำเร็จ มันสามารถเปลี่ยนเสื้อธรรมดาให้กลายเป็นชิ้นงานศิลป์ และสิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวคือ “พื้นผิว” ที่ดูมีชีวิต ไม่แบนราบ และยังสามารถเล่นกับแสงเงาได้อย่างสวยงามอีกด้วย
สกรีนนูนทำอย่างไร และเกี่ยวข้องกับ Silk Screen อย่างไร ?
เป็นเทคนิค การสกรีนเสื้อ ที่ทำให้ลายสกรีนมีความหนาและนูนขึ้นมาจากเนื้อผ้าซึ่งจะต่างกับงาน สกรีนจม งาน สกรีนนูนแบบ Puff Print ใช้หมึกหรือส่วนผสมที่เกิดการพองตัวเมื่อผ่านความร้อนตามเงื่อนไขของระบบหมึก โดยพิมพ์ลายผ่านบล็อกสกรีนลงบนเสื้อ ก่อนทำให้หมึกเซตตัวและเกิดผิวสัมผัสนูนขึ้น
คำว่า สกรีนบล็อกนูน จึงมักใช้เรียกงานสกรีนนูนที่ผลิตด้วยกระบวนการ Silk Screen ซึ่งต้องเตรียมบล็อกตามลวดลายและวางแผนการพิมพ์ให้เหมาะกับงาน อย่างไรก็ตาม งานสกรีนที่มีผิวนูนไม่ได้เป็น Puff Print ทุกแบบ ยังมีงาน High Density ที่เน้นสร้างชั้นหมึกให้สูงขึ้นด้วย ลักษณะผิว ขอบลาย และความรู้สึกเมื่อสัมผัสอาจต่างกัน
สกรีนนูนคืออะไร ? รู้จัก Puff Print และ High Density ก่อนเลือกทำเสื้อ
เมื่อเห็นโลโก้หรือตัวอักษรที่ยกตัวขึ้นจากผิวเสื้อ หลายคนมักเรียกรวมว่า “สกรีนนูน” แต่ความนูนที่ดูคล้ายกันอาจเกิดจากเทคนิคต่างกัน โดยสองรูปแบบที่ควรรู้จักคือ Puff Print และ High Density
ทั้งสองเทคนิคสกรีน สร้างลวดลายที่มองเห็นและสัมผัสมิติได้ แต่มีวิธีสร้างความนูน ลักษณะขอบ และผิวสัมผัสแตกต่างกัน การเข้าใจคุณสมบัติของแต่ละแบบจะช่วยให้เลือกงานสกรีนได้ตรงกับดีไซน์มากขึ้น
Puff Print คืออะไร ?
Puff Print คือการสกรีนนูนที่อาศัยการพองตัวของหมึกเมื่อได้รับความร้อน โดยใช้หมึกหรือส่วนผสมสำหรับสร้างเอฟเฟกต์พอง หลังพิมพ์ลงบนผ้าและผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่เหมาะสม ลายจะยกตัวขึ้นและเกิดมิติ ลักษณะที่พบได้บ่อย คือ ผิวนูนฟู ขอบค่อนข้างมน และให้ความรู้สึกนุ่มเมื่อสัมผัส เหมาะกับงานที่ต้องการให้ตัวอักษรหรือกราฟิกดูอิ่มและมีปริมาตร
Puff Print มีหน้าตาเหมือนกันทุกงานหรือไม่ ?
งาน Puff Print ไม่จำเป็นต้องฟูเท่ากันทั้งหมด บางงานต้องการเพียงความนูนเล็กน้อย ขณะที่บางงานเน้นความฟูให้เห็นชัด ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสูตรหมึก ปริมาณหมึกที่พิมพ์ แม่พิมพ์ และกระบวนการผลิต ของแต่ละร้านด้วยบางครั้งสกรียนด้วยเทคนิคเดียวกันแต่คุณภาพงานอาจต่างกันมากก็ได้
โดยปัจจุบันหมึกบางตัว สามารถปรับลักษณะเอฟเฟกต์ด้วยจำนวนรอบพิมพ์ การให้ความร้อนระหว่างชั้น และการพิมพ์ร่วมกับหมึกชนิดอื่นได้ จึงไม่ควรมองว่า Puff Print มีรูปแบบสำเร็จเพียงลักษณะเดียว
ในด้านการออกแบบ ตัวอักษรหนา ข้อความสั้น และรูปทรงที่มีพื้นที่ชัดเจน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับงานที่ต้องการเน้นความฟู เช่น ชื่อแบรนด์กลางอกหรือกราฟิกขนาดใหญ่ ส่วนตัวอักษรเล็ก เส้นบาง และช่องไฟแคบ ควรทดสอบก่อนผลิต เพราะการขยายตัวของหมึกอาจทำให้รายละเอียดดูแตกต่างจากต้นฉบับ โดยเฉพาะช่องว่างภายในตัวอักษร
High Density คืออะไร ?
High Density หรือ HD คือการพิมพ์ที่สร้างชั้นหมึกให้มีความหนาและยกตัวขึ้นจากผ้า โดยอาศัยหมึกที่เหมาะกับงานและแม่พิมพ์ที่ควบคุมปริมาณหมึกได้ เช่น ชั้นแม่พิมพ์หนาหรือฟิล์มทำบล็อกสำหรับงานนูน ความสูงของงานจึงเน้นการสร้างเนื้อหมึกตามรูปทรงของแม่พิมพ์ ต่างจากหลักการพองตัวที่เป็นจุดเด่นของ Puff Print งาน HD สามารถให้ขอบลายชัดและเห็นมิติด้านข้างได้เด่น เหมาะกับดีไซน์ที่ต้องการเน้นรูปทรงของโลโก้หรือตัวอักษร
High Density ต้องแข็งและเงาเสมอหรือไม่ ?
ไม่เสมอไป ความแข็ง ความนุ่ม และลักษณะพื้นผิวขึ้นอยู่กับระบบหมึกที่ใช้ มีหมึก High Density สูตรสัมผัสนุ่มและยืดหยุ่น รวมถึงสูตรที่สร้างได้ทั้งผิวเรียบและผิวมีลวดลาย
ตัวอย่างเช่น หมึก HD Soft Density ของ Avient ออกแบบมาให้สัมผัสนุ่ม และปรับลักษณะพื้นผิวผ่านตาข่ายกับเงื่อนไขการพิมพ์ได้ จึงไม่ควรใช้ความแข็งหรือความเงาเป็นเกณฑ์ตัดสินประเภทงานเพียงอย่างเดียว
เลือกความนูนของงานสกรีนอย่างไรให้เหมาะกับลายเสื้อ ?
ความนูนของลายสกรีนช่วยสร้างบุคลิกให้เสื้อแตกต่างกัน ตั้งแต่งานนูนบางที่ดูเรียบสุภาพ ไปจนถึงงานนูนสูงที่เน้นตัวอักษรหรือโลโก้ให้โดดเด่น การเลือกความนูนจึงควรพิจารณาทั้งขนาดลาย รายละเอียด เนื้อผ้า และรูปแบบการใช้งานร่วมกัน
นูนบางประมาณ 0.3 มม. — เพิ่มมิติอย่างเรียบสุภาพ
ความนูนระดับบางช่วยให้ลายยกตัวจากพื้นผ้าเล็กน้อย สังเกตมิติได้เมื่อมองใกล้หรือเมื่อแสงตกกระทบ เหมาะกับแนวทางออกแบบที่ต้องการความเรียบ เช่น โลโก้อกซ้าย เสื้อบริษัท หรือเสื้อโปโลที่ต้องการเพิ่มรายละเอียดโดยไม่ให้ลายดูหนามาก
อย่างไรก็ตาม ลายขนาดเล็กยังต้องตรวจสอบความหนาของเส้นและช่องไฟ เพราะความนูนต่ำไม่ได้หมายความว่าจะเก็บรายละเอียดเล็กได้ทุกแบบ
นูนกลางประมาณ 0.8 มม. — เห็นมิติชัดขึ้น
ความนูนระดับกลางเป็นทางเลือกสำหรับงานที่ต้องการให้โลโก้หรือตัวอักษรมีมิติเด่นขึ้น เช่น ชื่อแบรนด์กลางอก เสื้อทีม หรือกราฟิกที่มีรูปทรงชัดเจน
ควรเลือกความหนาของเส้นและระยะห่างให้สัมพันธ์กับขนาดลายจริง พร้อมตรวจสอบว่าชั้นหมึกส่งผลต่อความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของผ้ามากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะงานที่มีพื้นที่ทึบขนาดใหญ่
นูนสูงประมาณ 1.5 มม. — เน้นลายให้เป็นจุดเด่น
ความนูนระดับสูงช่วยเน้นปริมาตรและเงาด้านข้างของลาย เหมาะกับแนวทางเสื้อแฟชั่นหรือเสื้อสตรีตแวร์ที่ต้องการให้ตัวอักษรหนา โลโก้ขนาดใหญ่ หรือกราฟิกเรียบง่ายเป็นองค์ประกอบหลัก
งานลักษณะนี้ควรระวังรายละเอียดเล็กและช่องไฟแคบ รวมถึงน้ำหนักและความยืดหยุ่นของลาย หากต้องการความสูงตามตัวเลขอย่างชัดเจน ควรให้ผู้ผลิตทดสอบและวัดชิ้นงานหลังผลิตก่อนยืนยันงานจริง
ความสูงเท่ากัน แต่ Puff Print กับ High Density ให้ลุคต่างกันได้
แม้ลายจะมีความสูงใกล้เคียงกัน Puff Print มักให้รูปลักษณ์นูนฟูและขอบมน ส่วน High Density เน้นรูปทรงและขอบของชั้นหมึกที่ชัดกว่า ดังนั้น การเลือกจากตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ตรงกับภาพที่ต้องการ
ความนูนไม่ได้เป็นตัวกำหนดความทนทานเพียงอย่างเดียว
ลายที่นูนสูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะทนกว่าเสมอ คุณภาพยังขึ้นอยู่กับระบบหมึก การยึดเกาะกับผ้า และการทำให้หมึกสุกอย่างเหมาะสม ส่วนการซักเครื่องหรืออบผ้าควรยึดตามคำแนะนำของผู้ผลิตและผลทดสอบของงานนั้น ไม่ควรตัดสินจากระดับความหนาเพียงอย่างเดียว ก่อนสั่งผลิต ควรตรวจตัวอย่างทั้งสี ความนูน ขอบลาย และสัมผัสขณะสวมใส่ เพื่อให้ได้งานสกรีนที่เหมาะกับดีไซน์และการใช้งานจริง
สกรีนเสื้อแบบนูนเหมาะกับผ้าแบบไหนที่สุด ?
ผ้าที่เหมาะกับงาน สกรีนนูนทั้ง Puff Print และ High Density ควรมีพื้นผิวเรียบ โครงสร้างผ้าสม่ำเสมอ และมีความหนาเพียงพอที่จะรองรับลาย โดย ผ้าคอตตอน 100% เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาเป็นอันดับแรกสำหรับเสื้อยืด เนื่องจากสามารถเลือกใช้ระบบหมึกสกรีนสำหรับคอตตอนได้ และพื้นผ้าเรียบช่วยให้มองเห็นรูปทรงของลายได้ชัดเจน
- คอตตอน 100% — เหมาะกับงานสกรีนนูนบนเสื้อยืด
- ผ้าคอตตอนผสม เช่น CVC และ TC — ใช้ได้เมื่อเลือกหมึกเหมาะสม
- ผ้าโพลีเอสเตอร์หรือผ้าไมโคร — ต้องประเมินเป็นพิเศษ (ร้านต้องขอทดสอบเนื้อผ้าก่อนกรณีลูกค้านำเสื้อมาเอง)
หากต้องการเริ่มต้นเลือกผ้าสำหรับงานสกรีนนูน ให้พิจารณาคอตตอน 100% เนื้อเรียบ ความหนาปานกลางขึ้นไปก่อน จากนั้นเลือก Puff Print หรือ High Density ให้เหมาะกับลักษณะลาย พร้อมตรวจตัวอย่างบนผ้าจริงก่อนยืนยันผลิต
ขั้นตอนสกรีน Puff Print จากลายบนไฟล์สู่ลายนูนบนเสื้อ
Puff Print หรือสกรีนนูนฟู เป็นการพิมพ์ผ่านบล็อกสกรีนด้วยหมึกที่มีคุณสมบัติพองตัวเมื่อได้รับความร้อน ความนูนเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการให้ความร้อน จึงต้องควบคุมตั้งแต่การเตรียมลาย ปริมาณหมึก ไปจนถึงการอบ เพื่อให้ได้รูปทรงและผิวสัมผัสตามต้องการ
- เตรียมลายและกำหนดขนาดสกรีน : เริ่มจากตรวจสอบไฟล์ กำหนดขนาดจริง ตำแหน่งพิมพ์ และส่วนที่ต้องการให้เกิดความนูน ลายที่มีเส้นหนาและช่องไฟเพียงพอจะช่วยให้เห็นเอฟเฟกต์ฟูได้ชัด หากมีตัวอักษรเล็ก เส้นบาง หรือช่องว่างแคบ ควรปรับแบบหรือทดสอบก่อน เพราะเมื่อหมึกพองตัว ช่องว่างอาจแคบลงและรูปทรงอาจเปลี่ยนจากต้นฉบับ
- เลือกผ้าและทดสอบความเข้ากันได้ : ตรวจสอบเนื้อผ้า สีเสื้อ และความยืดหยุ่น เพื่อเลือกระบบหมึกที่เหมาะสม โดยเฉพาะผ้าผสมโพลีเอสเตอร์ที่ต้องพิจารณาเรื่องสีจากผ้าย้ายขึ้นมาปนกับลายเมื่อผ่านความร้อน ควรทดลองกับผ้ารุ่นและสีที่จะใช้จริง เพราะผ้าที่ดูคล้ายกันอาจตอบสนองต่อหมึกและความร้อนต่างกันได้
- เตรียมบล็อกสกรีน : แยกสีและทำแม่พิมพ์ตามลวดลาย เลือกความละเอียดของตาข่ายและความหนาของชั้นแม่พิมพ์ให้เหมาะกับหมึก เพื่อให้ถ่ายหมึกลงบนผ้าได้ในปริมาณที่ต้องการขั้นตอนนี้ส่งผลต่อทั้งรายละเอียดและความสม่ำเสมอของลาย จึงไม่ควรใช้บล็อกแบบเดียวกันกับทุกงานโดยไม่ประเมินขนาดและลักษณะลาย
- เตรียมหมึก Puff Print : ใช้หมึก Puff สำเร็จรูป หรือ ผสมสารเพิ่มความนูนกับหมึกที่ผู้ผลิตระบุว่าใช้ร่วมกันได้ (แต่สูตรของร้าน HOSHI ขอไม่บอกนะครับ ^^) โดยชั่งส่วนผสมตามอัตราที่กำหนดและคนให้ทั่ว
- พิมพ์หมึกลงบนเสื้อ : จัดเสื้อให้เรียบและยึดตำแหน่งบนแท่นพิมพ์ จากนั้นปาดหมึกผ่านบล็อก โดยควบคุมแรงปาด มุมยาง และจำนวนรอบให้เหมาะสม เพื่อให้เนื้อหมึกสม่ำเสมอทั่วลาย หากเป็นงานหลายสีหรือพิมพ์หลายชั้น ต้องวางลำดับการพิมพ์และการให้ความร้อนระหว่างชั้นให้เหมาะกับระบบหมึก ป้องกันการรบกวนลายและการพองก่อนถึงขั้นตอนที่ต้องการ
- ให้ความร้อนเพื่อสร้างความนูนและทำให้หมึกสุก : นำเสื้อผ่านกระบวนการให้ความร้อนตามข้อกำหนดของหมึก เมื่อได้รับความร้อนอย่างเหมาะสม หมึกจะเกิดการพองตัวและสร้างผิวนูนฟูขึ้นจากพื้นผ้า
- ปล่อยให้เย็นและตรวจคุณภาพ : หลังผ่านความร้อน พักเสื้อให้เย็นก่อนตรวจความนูน สี ขอบลาย ช่องไฟ และความสม่ำเสมอ เปรียบเทียบกับตัวอย่างที่อนุมัติไว้ รวมถึงตรวจว่าผ้ามีการย่นรั้งหรือเสียรูปหรือไม่
หัวใจของงาน Puff Print คือ การควบคุมให้ลายพองได้รูปและหมึกสุกอย่างเหมาะสม เมื่อเตรียมแบบ เลือกหมึก และตั้งกระบวนการผลิตให้เข้ากัน ก็จะได้งานนูนฟูที่ตรงกับดีไซน์และเหมาะกับเสื้อที่เลือกใช้
ราคาสกรีนเสื้อแบบนูน
ราคาของการ สกรีนแบบนูน ไม่ได้แพงเสมอไป แต่ต้องเข้าใจว่ามีต้นทุนแฝงอยู่หลายอย่าง เช่น ค่าแรงของช่างสกรีนที่มีความเชี่ยวชาญสูง ค่าวัสดุพิเศษอย่างหมึกพอง และเครื่องอบความร้อนที่ต้องใช้ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีค่าเสียโอกาสในกรณีที่สกรีนพลาด ซึ่งเทคนิคนี้ไม่สามารถลอกออกหรือแก้ไขได้ง่าย ๆ เหมือนเทคนิคอื่น เพราะพื้นผิวที่พองตัวขึ้นมานั้นจะติดถาวรกับผ้าเลยโดยค่าสกรีนแบบนี้จะมีราคาแพงกว่าการสกรีนบล็อคทั่วไปประมาณจุดละ 5-20 บาทเท่านั้นเองขึ้นอยู่กับสีที่ใช้และจำนวนการผลิต ถือว่าเป็นต้นทุนเพิ่มมาไม่มากเลย โดยลูกค้าหากสนใจสามารถดูรายละเอียด ราคาสกรีนเสื้อ หรือสอบถามราคากับทีมงานร้าน HOSHI ได้เลยครับ
ปรึกษางานสกรีนคำถามที่พบบ่อย
Puff Print สร้างความนูนด้วยการพองตัวของหมึก ลายจึงมักดูฟูและมีขอบมน ส่วน High Density เน้นสร้างชั้นหมึกให้หนาและเป็นรูปทรง ขอบลายมักชัดกว่า ทั้งสองแบบมีผิวสัมผัสแตกต่างกันตามสูตรหมึกและวิธีผลิต
ผ้าคอตตอนเนื้อเรียบที่มีความหนาพอสมควรเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับเริ่มต้น ส่วนผ้าคอตตอนผสมและโพลีเอสเตอร์สามารถทำได้เมื่อเลือกระบบหมึกที่เข้ากัน โดยควรทดสอบกับผ้าและสีเสื้อที่จะใช้จริงก่อนผลิต
ตัวอักษรหนา ข้อความสั้น และกราฟิกที่มีรูปทรงชัดเจนเหมาะกับการเน้นความนูนฟู ส่วนเส้นบาง ตัวหนังสือเล็ก และช่องไฟแคบควรให้ร้านตรวจสอบ เพราะการพองตัวอาจทำให้รายละเอียดเปลี่ยนไปหรือช่องว่างแคบลง
ทำได้ แต่ต้องวางแผนการแยกสี ลำดับพิมพ์ และการให้ความร้อนให้เหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณที่สีอยู่ชิดกันหรือซ้อนกัน ควรทดสอบเพื่อดูว่าหลังพองตัวแล้วลายยังได้รูปตามต้องการหรือไม่
สามารถออกแบบให้เฉพาะตัวอักษรหรือโลโก้บางส่วนเป็นงานนูน และใช้สกรีนเรียบประกอบในส่วนอื่นได้ โดยต้องเลือกหมึกที่ใช้ร่วมกันได้และจัดลำดับการผลิตให้เหมาะสม
สีอาจดูแตกต่างจากไฟล์บนหน้าจอ รวมถึงอาจเปลี่ยนจากผลของส่วนผสมหมึกและพื้นผิวนูนที่รับแสงต่างกัน หากต้องควบคุมสีประจำแบรนด์ ควรตรวจและอนุมัติตัวอย่างจริงก่อนผลิตทั้งหมด
เกิดขึ้นได้หากหมึกไม่เหมาะกับผ้า กระบวนการผลิตไม่สมบูรณ์ หรือใช้งานเกินความยืดหยุ่นของลาย ความทนทานจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความนูนเพียงอย่างเดียว ควรทดสอบการซักและการใช้งานกับชิ้นงานจริง
ควรหลีกเลี่ยงการรีดทับลายโดยตรง เพราะความร้อนและแรงกดอาจทำให้ความนูนเสียรูป หากจำเป็นต้องรีด ให้รีดบริเวณที่ไม่มีลายและปฏิบัติตามคำแนะนำการดูแลของผู้ผลิต
ควรยึดตามคำแนะนำของผู้ผลิตเสื้อและงานสกรีน หากระบุว่าซักเครื่องได้ ควรกลับเสื้อด้านในและใช้โปรแกรมซักอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณลาย ส่วนการใช้น้ำร้อนหรือเครื่องอบต้องตรวจสอบข้อกำหนดของงานนั้นก่อน
ราคาขึ้นอยู่กับขนาดลาย จำนวนสี จำนวนตำแหน่ง ชนิดเสื้อ จำนวนผลิต และรายละเอียดของเอฟเฟกต์ ควรส่งแบบพร้อมขนาดจริงให้ร้านประเมิน เพื่อให้ได้ราคาที่ตรงกับงานมากที่สุด
เตรียมภาพหรือไฟล์ลาย ขนาดสกรีน ตำแหน่งพิมพ์ สีและชนิดเสื้อ จำนวนผลิต และวันที่ต้องการใช้งาน หากมีภาพตัวอย่างความนูนที่ชอบ ควรแนบมาด้วยเพื่อช่วยให้ประเมินงานได้ชัดเจนขึ้น

